สเตนเลสเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เป็นสารที่ประกอบอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทะสเตนเลส หม้อสเตนเลสและมีดสเตนเลส ด้วยคุณสมบัติที่ทนต่อการกัดกร่อนทำให้ไม่เกิดสนิม มีความทนทาน ทำความสะอาดง่ายและมีความสวยงาม วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักสเตนเลสมากขึ้นว่า มีอยู่ทั้งหมดกี่ประเภท

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักสเตนเลสขั้นพื้นฐานกันก่อน โดยแสตนเลสนั้นถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เหล็กกล้าไร้สนิม จากการรวมตัวกันของคาร์บอนและเหล็กกล้า ส่วนความสามารถในการทนต่อการกัดกร่อนนั้น เกิดจากการที่มีโครเมียมผสมเป็นหลัก และมีคาร์บอนรวมอยู่ด้วยเล็กน้อย ทำให้เกิดฟิล์มที่ไม่อาจจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเคลือบที่บริเวณผิว โดยฟิล์มนี้มีชื่อว่า ฟิล์มโครเมียมออกไซด์ (CrO2) เป็นเสมือนเกราะที่ปกป้องผิวไว้ ซึ่งฟิล์มนี้เป็นปฏิกริยาที่เกิดขึ้นเองจากการสัมผัสออกซิเจน ทำให้สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้หากถูกแรงกลทำลาย โดยมีการแบ่งสเตนเลสออกเป็น 5 ชนิดตามโตรงสร้าง ดังนี้

ประเภทเฟอร์ริติค (Ferritic)

เหล็กชนิดนี้ประกอบด้วยโครเมียมเป็นส่วนมาก และมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบน้อยกว่า 0.10% มีโครงสร้างจุลภาคคล้ายกับคาร์บอนและเหล็กกล้าประสมต่ำ เหล็กชนิดนี้มักจะถูกใช้เป็นลักษณะแผ่นบางๆ เพราะมีความทนทานต่ำในการเชื่อม อย่างไรก็ตาม เหล็กชนิดนี้สามารถใช้งานได้ค่อนข้างหลากหลาย สามารถทนความร้อนได้ดี โดยเหล็กที่มีโครเมียมประกอบสูงชนิดนี้สามารถเพิ่มโมลิบดีนัมเข้าไปและใช้ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น ในน้ำทะเลได้ นอกจากนั้นยังมีความสามารถในเชิงแม่เหล็ก

ประเภทออสเทนนิติค (Austenitic)

โครงสร้างจุลภาคของสเตนเลสชนิดนี้มาจากการเพิ่มนิกเกิล แมงกานีสและไนโตรเจนเข้ามา ซึ่งมีโครงสร้างการเกิดคล้ายกับเหล็กทั่วไปที่อุณหภูมิสูงกว่ามาก ทำให้เหล็กชนิดนี้มีคุณสมบัติเฉพาะตัว โดยการผสมกันกับความสามารถในการเชื่อมและความสามารถในการขึ้นรูป แต่มีความสามารถในการดูดแม่เหล็กต่ำ สามารถทนต่อการกัดกร่อนได้จากการเพิ่มโครเมียมเข้าไปและไม่อาจทำให้แข็งตัวได้โดยใช้ความร้อน แต่มีคุณสมบัติพิเศษคือมีความทนทานสูงและสามารถขึ้นรูปให้เป็นแผ่นบางๆ ได้ สามารถเพิ่มนิกเกิลเข้าไปเพื่อประสิทธิภาพในการทนต่อการกัดกร่อน ซึ่งเหล็กชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในการทำอุปกรณ์ครัวอย่างกระทะสเตนเลสและหม้อสเตนเลส

ประเภทมาร์เทนซิติค (Martensitic)

สเตนเลสชนิดนี้มีความคล้ายกับเหล็กประเภทเฟอร์ริติค (Ferritic) คือ มีส่วนประกอบหลักเป็นโครเมี่ยม แต่มีคาร์บอนมากกว่าที่  1% ทำให้มีความทนทานและแข็งแกร่งเหมือนกับคาร์บอนและเหล็กกล้าประสมต่ำ สามารถใช้ในงานที่ต้องการความแข็งแรงทนทานของสเตนเลสสูงและสภาพแวดล้อมที่ไม่ก่อให้เกิดสนิมมากนัก นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นแท่งยาวๆ มากกว่าจะนำไปขึ้นรูปเป็นแผ่นบางๆ ในการใช้งาน เช่น นำมาทำเป็น มีดสเตนเลส

ประเภทดูเพล็กซ์ (Duplex)

สเตนเลสชนิดนี้มีโครงสร้างจุลภาคที่เป็นสเตนเลสแบบ เฟอร์ริติค (Ferritic) และออสเทนนิติค (Austenitic) อย่างละ 50% ทำให้มีความแข็งแกร่งมากกว่าเหล็กทั้งสองชนิดผสมกัน อีกทั้งยังมีความทนต่อการกัดกร่อนสูงมากกว่าสเตนเลสชนิดอื่น และคุณสมบัติอื่นๆ เช่นความสามารถในการเชื่อม ขึ้นรูปที่ค่อนข้างดี และความสามารถเชิงดึงดูดแม่เหล็ก

ประเภทเพิ่มความแข็งโดยการตกผลึก (Precipitation hardening)

สเตนเลสประเภทนี้สามารถเพิ่มความแข็งแรงทนทานได้สูงโดยการเพิ่มส่วนประกอบอื่นๆ เข้าไปเช่น คอปเปอร์ นิโอเบียมและอลูมิเนียม และหากใช้การบ่มที่เหมาะสมด้วยความร้อน ก็จะช่วยทำให้สเตนเลสชนิดนี้แข็งแรงและทนทานมากขึ้น สามารถขึ้นรูปได้หลายรูปแบบที่ซับซ้อน มีคุณสมบัติเด่นตรงที่สามารถชุบแข็งได้ในคราวเดียว และมีความทนต่อการกัดกร่อนในระดับปกติ

ทั้งนี้ เหล็กสเตนเลสแต่ละประเภทก็เหมาะสำหรับการใช้งานที่แตกต่างกันไป ด้วยคุณสมบัติพิเศษทำให้สเตนเลสถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในทุกๆ อุตสาหกรรม แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจะใช้เครื่องครัวที่เป็นสเตนเลส สิ่งเดียวที่ต้องระวัง ก็คือ การรักษาไม่ให้มีรอยขีดข่วนรุนแรงที่อาจจะทำให้โลหะซึมเข้าไปในอาหาร

หรือใช้สเตนเลสที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากโลหะดังกล่าวนั่นเอง

Share this :